การ์ดเรล มอก. 248-2567 คืออะไร? ต่างจาก มอก. 248-2531 อย่างไร? ยกระดับความปลอดภัยทางสัญจรของไทย

การ์ดเรล มอก. 248-2567 คืออะไร? ต่างจาก มอก. 248-2531 อย่างไร? ยกระดับความปลอดภัยทางสัญจรของไทย
2 สัปดาห์ที่แล้ว      โดย Admin Ccon

มาตรฐานการ์ดเรลของไทยได้ถูกอัปเดตครั้งใหญ่เป็น มอก. 248-2567 ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนแค่รายละเอียด แต่ยกระดับทั้งระบบความปลอดภัยทางถนน

มอก. 248-2567: มาตรฐานใหม่เพื่อความปลอดภัยที่เหนือกว่า

มอก. 248-2567 คือมาตรฐานใหม่สำหรับ "ราวเหล็กลูกฟูกกันรถสำหรับทางสัญจร" หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า การ์ดเรล นั่นเอง

มาตรฐานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อยกเลิกและแทนที่ฉบับเก่า มอก. 248-2531 ซึ่งใช้มานานกว่า 30 ปีแล้ว โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อเดือนตุลาคม 2567 และเริ่มบังคับใช้จริงตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นมา

เหตุผลหลักที่ต้องปรับปรุงก็คือ อยากให้การ์ดเรลที่ใช้บนถนนบ้านเรามีความปลอดภัยและคุณภาพสูงขึ้น ทั้งเรื่องความแข็งแรง ความทนทาน และความสามารถในการรับมือกับอุบัติเหตุได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ที่น่าสนใจคือ มาตรฐานใหม่นี้ออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่าง AASHTO M 180-23 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กันในระดับนานาชาติ เพื่อให้การ์ดเรลของไทยมีคุณภาพเทียบเท่าต่างประเทศได้เลย

เปรียบเทียบความแตกต่าง: มอก. 248-2567 VS มอก. 248-2531

หัวข้อ มอก. 248-2531 (เดิม) มอก. 248-2567 (ใหม่)
ชื่อมาตรฐาน ราวเหล็กลูกฟูกกันรถสำหรับทางหลวง ราวเหล็กลูกฟูกกันรถสำหรับทางสัญจร
ขอบเขตการใช้งาน เน้นทางหลวงเป็นหลัก ครอบคลุมทุกประเภทถนน (ทางหลวง / ทางหลวงชนบท / ถนนในเมือง)
การอ้างอิงมาตรฐาน ไม่มีอ้างอิงสากลชัดเจน อ้างอิงมาตรฐานสากล เช่น AASHTO M 180-23
รายละเอียดผลิตภัณฑ์ ระบุเพียงชนิดและชิ้นส่วน ระบุครบ: ชนิด, แบบ, ชั้นคุณภาพ, การใช้งาน
การควบคุมคุณภาพ กำหนดความหนา + การชุบสังกะสี กำหนดละเอียด: ความหนา, น้ำหนัก, ปริมาณสังกะสี, คุณสมบัติวัสดุ

สรุปความแตกต่าง มอก. 248-2567 vs 248-2531

1. ขอบเขตการใช้งาน ของเดิมเน้นแค่ทางหลวงเป็นหลัก แต่ฉบับใหม่ขยายให้ครอบคลุมถนนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นถนนในเมือง ถนนชนบท หรือถนนในโครงการต่างๆ

2. ยกระดับสู่มาตรฐานสากล โดยมีการอ้างอิง AASHTO M 180-23 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กันในระดับนานาชาติ ทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้มากขึ้นว่าสินค้าที่ได้มาตรฐานนี้มีคุณภาพเทียบเท่าต่างประเทศจริงๆ

เรื่อง รายละเอียดสเปก ก็ชัดเจนขึ้นมาก มีการระบุทั้งประเภท รูปแบบ และชั้นคุณภาพไว้อย่างละเอียด ซึ่งช่วยลดปัญหาที่เคยเกิดขึ้นบ่อยๆ อย่างการสเปกไม่ตรงหรือตีความต่างกันได้ดีขึ้นมาก

3. การควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดกว่าเดิม ทั้งในเรื่องความหนา น้ำหนัก และการเคลือบสังกะสี ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยในการใช้งานจริงบนท้องถนน